,,คราวนี้พูดจริงๆนะ
2008-05-17
เด็ก ม.6 เค้าทำอะไรกัน?
เด็กม.6ทั่วๆไปต้องมาโรงเรียน
ต้องเรียน ต้องเรียนพิเศษ ต้องกลับบ้าน ต้องใช้ชีวิตประจำวันตามปกติเหมือนคนผลาญออกซิเจนทั่วไป
มีเพียงสิ่งหนึ่งที่ต่างออกไป
เด็ก ม.6 ต้องเตรียมตัวเข้ามหาลัยฯ
แต่มันไม่ใช่แค่คิดว่าอยากเข้าคณะไหน มหาลัยอะไรก็เดินดุ่มๆเข้าไปได้ซักหน่อย
มันต้องผ่านวิธีการคัดเลือกรับคนเข้ามหาวิทยาลัยในระบบสุดอุบาทว์ที่เรียกกันว่า
ADMISSION
ซึ่งในการเข้าสอบadmissionนี้ เด็ก ม.6 จะต้องผ่านการฝึกฝนฝีมือตามสำนักต่างๆที่มีการเรียกว่า"เรียนพิเศษ"
หากคุณเป็นเด็กม.6 มือใหม่ จะแอดอยู่รอมร่อยังไม่รู้จักว่าเรียนพิเศษคืออะไร แนะนำว่าให้ไปเช็คสมองด่วน ถึงไม่เรียนก็ต้องรู้จักบ้างล่ะวะ
เด็กไทยมันเรียนพิเศษหนักกว่าเรียนในห้องจนกลายเป็นว่าเรียนพิเศษเป็นอะไรที่"ขาดไม่ได้"ไปซะแล้ว
ถ้าใครไม่เรียนพิเศษ ก็จะรู้สึกว่าเสียเปรียบคนอื่น คนเรียนพิเศษมันต้องเก่งกว่ากูแน่ๆ
เคยอ่านโดเรม่อนตอนเด็กๆ มีอยู่ตอนนึงที่แม่โนบิตะบังคับให้โนบิตะไปเรียนพิเศษ
โนบิตะดิ้นแทบตาย ไม่ยอมไปเรียนพิเศษ
จนโดเรม่อนต้องเอาของวิเศษมาช่วย!
เลยคิดว่าถ้ามันเลวร้ายขนาดนั้น ทำไมคนอื่นถึงเรียนกันจังเลยวะ?
ตอนนั้นอ่านแล้วเข้าใจว่าเป็นโรงเรียนสำหรับเด็กห่วยแตก(เพราะโนบิตะมันเป็นแบบนั้น)
นอกจากเรียนพิเศษแล้วเนี่ย ยังต้องมานั่งคิดไม่ตกซักทีว่า(กู)จะเข้าคณะอะไรดี(วะ!!)
คนอื่นเป็นไงไม่รู้ แต่เห็นบางคนเค้าคิดได้ตั้งแต่ปีมะโว้นู่น
ส่วนชั้นก็แน่นอนอยู่แล้วว่าอนาคตดับมืด จะเข้าคณะอะไรก็ยังไม่รู้
เพื่อนฝูงถามก็อ้ำๆอึ้งๆ บางทีก็ตอบอักษร บางทีก็นิติ หรือครึ้มๆก็ตอบนิเทศ (ขึ้นอยู่กับว่าคนถามเป็นใคร จะตอบคนละคณะกับมัน เพื่อความสบายใจของฝ่ายตรงข้าม)
นานวันเข้า เพื่อนคนเดิมมาถาม แต่เราดับตอบคนละคณะ
อีเพื่อนนรกก็ดันความจำดี "อ้าว วันก่อนอยากเข้าอักษรไม่ใช่เหรอ" ถ้าหล่อนจำได้แล้วจะแสล๋นมาถามทำไมเนี่ย
เปลี่ยนคณะบ่อยยิ่งกว่าเปลี่ยนผ้าอนามัย เปลี่ยนมันทุกวัน เปลี่ยนทุกครั้งที่ถาม เวียนครบทุกคณะศิลป์ก็เสล่อไปสถาปัตย์อีกต่างหาก
เมื่อเป็นที่รู้กันในวงกว้างแล้วว่าชั้นยังเลือกคณะที่อยากเข้าไม่ได้ เพื่อนๆก็ไม่สมน้ำหน้า แต่กลับพากันเห็นใจ แล้วก็ยกคนอีกครึ่งห้องมาแนะนำเป็นการใหญ่
ซึ่งเมื่อรับคำแนะเรียบร้อยแล้ว ชั้นก็พบว่าการเลือกคณะมีหลักสำคัญ ดังนี้
1.ดูว่าตัวเองสนใจหรือชอบอะไร
2.อยากทำงานด้านไหน
3.คิดว่าไปไหวมั้ย
แค่นี้เองค่ะท่านผู้ชม ง่ายๆสั้นๆ สามข้อ
แต่ชั้นทำไม่ได้เว้ย
!!
โถ่เอ๊ย อีพวกลูกหมอนวด ของแค่นั้นชั้นก็รู้น่า คนชอบเรียนชีวะ อยากเปิดกระโปรงผู้หญิงตรวจดูช่องคลอดมันจะแฮ่นไปเรียนสถาปัตย์รึเปล่าล่ะ!
พอตอบไปด้วยความสุภาพ เพื่อนๆก็เลยตอบกลับมาด้วยความสุภาพกว่าว่า แล้วทำไมมึงยังเลือกไม่ได้ล่ะนังดอกจิก
โถ นังคนพวกนี้ ถ้าเลือกเองได้ง่ายๆก็เลือกไปแล้ว ไม่ต้องให้พวกแกมานั่งจิกนั่งด่าอยู่อย่างทุกวันนี้หรอก
ก็ชั้นตกม้าตายตั้งแต่ที่ให้ดูว่าตัวเองสนใจหรือชอบอะไรแล้ว
บางคนบอกว่าเรียนศิลป์-ภาษา น่าจะชอบเรียนภาษา งั้นก็เข้าอักษรสิ
ถ้ามันง่ายขนาดนั้นก็ดีสิ ชั้นชอบภาษาไม่ได้หมายความว่าต้องเรียนอักษรซะหน่อย ชอบแค่ดูหนัง ฟังเพลง พูดแจ๊ะฝรั่งไม่ได้รึไง ชอบพูดกันจัง เรียนภาษาก็เข้าอักษร เหมือนอยากรู้อะไรให้ถามสาวยาคูลท์
แต่หลายๆคนก็บอกว่าบุคลิกแบบนี้น่าจะเรียนนิเทศนะ
แค่ชั้นแอคทีฟเป็นคนงานกินยาบ้า ไฮเปอร์เป็นแมลงสาบบินหนีไบก้อนก็ไล่ให้ไปเรียนนิเทศกันหมด ตั้งแต่หัวหน้าภารโรงยันครูสอนแนะแนว!!
เรียนจิตวิทยาสัตว์ไม่ได้รึไงห๊ะ!!
หรือไม่ก็บอกว่าเรียนนิติหรือไม่ก็รัฐศาสตร์สิ น่าจะรุ่ง
โถ่..แกไปจำคำพูดใครมาพูด นิติหรือรัฐศาสตร์เนี่ยนะ? ส่งให้ชั้นไปเหมาFเค้ารึไงล่ะ ลำพังแค่กฎหมายสังคมตอน ม.5 ยังจำไม่ค่อยจะหมด รู้แค่ว่าถ้าใครจะฆ่าแล้วเราฆ่ามันก่อนถือเป็นการป้องกันตัวแค่นั้นแหละ
ถ้าแกเรื่องมากขนาดนั้นก็ไปเรียนพม่าศึกษาละกัน
ให้อาม่าแกเรียนเถอะ
พอใครแนะนำอะไรมาก็ชอบตอบไปแบบนั้น จนตอนนี้จะไม่มีคนคบอยู่แล้ว
ล่าสุด เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2551 ที่ผ่านมา
ระหว่างที่กำลังรอประชุมสาย (ฮั่นแน่ จะเข้ามหาลัยแล้วยังจะแฮ่นมารับน้อง)
ทุกคนก็เริ่มพูดกันเรื่องเรียนพิเศษและการสอบเข้ามหาลัย
(เป็นเรื่องปกติมากในเด็ก ม.6 ประมาณว่าว่างไม่ได้ต้องหาเรื่องมาให้ตัวเองเครียด)
อยู่ๆอีเจิ้นพูดขึ้นมากลางวงสนทนา
"เราว่ามาช่วยกิ่งคิดดีกว่าว่ามันจะเข้าคณะอะไรดี"
และแน่นอนว่าตามมาด้วยเสียงด่าจากพลังประชาชน (ฮั่นแน่ แอบขำ)
คุยไปคุยมาก็เข้าอีหรอบเดิม
ประโยคยอดฮิตคือ
"บุคลิกแบบกิ่งน่าจะเรียนนิเทศ"
ซึ่งเมื่อโดนกรอกหูมากๆเข้า นิเทศก็กลายเป็นตัวเลือกหนึ่งที่อยากเข้า แต่ยังไม่ที่สุด
จนเมื่อเจิ้นพูดขึ้นมาว่า
"อีกิ่ง กูว่ามึงต้องเข้าสินกำ"
ไม่รู้ผีสางนางไม้ตนไหนมันดลใจให้เราคล้อยตามอีเจิ้นอย่างไม่น่าเชื่อ(เมื่อก่อนมันหลอกให้เข้าอักษร)ทำให้เกิดความสนใจสินกำขึ้นมาทันที!
แต่ถ้าเข้าสินกำมันก็ต้องสอบปฏิบัติ เราไม่เคยเรียนจะเอาอะไรไปสอบสู้เค้าล่ะ?
ถ้าปล่อยให้กังวลนานกว่านี้จะเปลี่ยนคณะอีกครั้ง พลอยใจจึงชิงโอกาสนี้รีบตอบก่อน
"ไปเรียนดรอว์อิ้งดิแก ยังทันจริงๆนะ" มีการเติมจริงๆนะเพื่อป้องกันการเปลี่ยนใจ มีหวานคอยพยักหน้าหงึกหงักเป็นลูกคู่รับอยู่ข้างๆ
คนอยากเข้าสินกำมานานนมอาจจะนั่งด่าอยู่หน้าคอม
"โถ่ มาเตรียมตัวเอาป่านนี้ไม่มีทางทันหรอก กลับไปปลูกยางพาราไป๊"
ชั้นรู้นะว่าแกคิด
แต่ใครจะว่ายังไงก็ช่างเถอะค่ะ ชีวิตชั้นมันเป็นแบบนี้มาตั้งนานแล้ว
การวางแผนล่วงหน้ามันไม่ได้ผลกับชั้น ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตาม
จริงๆนะ
จะเข้าเตรียมยังคิดได้ก่อนสอบแค่ไม่กี่เดือน(ก่อนหน้านั้นคิดว่าจะเข้าโรงเรียนอื่น สมัครเรียนพิเศษแทบไม่ทัน)
แล้วที่มาอัพซะยืดยาวในวันนี้ เพราะจะมาลาไปเตรียมตัวแอดฯ(เหมือนมาลาไปตาย)
คงไม่ได้เข้ามาอีกนาน ไม่ได้อัพอีกนาน
ได้ยินเสียงด่าลอยมาว่าปกติก็ไม่อัพอยู่แล้วนี่หว่า จะมาบอกทำติ่งอะไร คนอ่านไดก็ไม่มี
ชั้นจะอัพหรือไม่อัพมันหนักหัวแกหรือไง?
ป.ล.ที่ต้องงดอัพเพราะคงต้องพยายามจริงๆ ยิ่งกว่าสอบเตรียม
ป.ล.2 แต่เชื่อเถอะ อีกเดือนนึงก็กลับมาอัพใหม่ บอกแล้วว่าการวางแผนล่วงหน้าไม่มีทางได้ผล หรือถ้ายังไม่อัพก็แปลว่าขี้เกียจ ไม่ได้ไปอ่านหนังสือหรือฝึกวาดรูปใดๆทั้งสิ้น